ข่าวสาร

คำถาม อยากรู้ของการเป็น นักธุรกิจ sme บนโลกออนไลน์

หลายคนฝันใฝ่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลายคนบ่นว่า การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์นั้นน่าจะได้กำไรดี หลายคนฟังเพื่อน ฟังคนโน่น คนนนี้ เล่าว่า บนโลกออนไลน์หาเงินได้ดี จึงทำให้หลายคน ตาลุกวาว อยากเลิกเป็น พนักงานเงินเดือน อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลยเกิดคำถามยอดฮิตต่างๆ มากมาย เรามาดูกันว่า เมื่ออ่านจบแล้ว ถ้าเรายังอยากทำต่อก็ลุยเลยล่ะกัน

 

ขายอะไรดีบนโลกออนไลน์??

คำถามแรก ที่เจอบ่อยที่สุด สำหรับผู้ที่ต้องการจะเริ่มทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ เพราะอย่างที่กล่าวไปว่า หลายๆ คนบนว่า บนโลกออนไลน์นั้น ทำเงินได้ง่าย ไม่ต้องลงแรงเยอะ.. แต่ปัญหาของหลายๆ คนคือ รู้จักแต่การทำธุรกิจออนไลน์ แบบ e-Commerce หรือการขายของออนไลน์ แล้วก็มานั่งคิดๆ ว่า “เราไม่มีสินค้าจะขาย จะเอาอะไรไปขายดี?”
คำตอบ : อย่างแรกคือ ให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราชอบอะไร สนใจอะไร อันนั้นแหละคือ สิ่งที่เราจะนำออกมาขาย เพราะอะไรนะหรือคะ? ก็เพราะเมื่อมันเป็นสินค้าที่เราสนใจ หรือเป็นสิ่งที่เราชอบ เราก็จะรู้แหล่งที่จะหาซื้อของชิ้นๆ นั้นมาขายไงคะ? อีกทั้งเราก็ยังจะสนุกกับมันอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ การที่เราชอบสินค้าอะไรสักอย่าง มันจะทำให้เรามีกลุ่มเพื่อนๆ ที่สนใจในสิ่งเดียวกันด้วย หมายความว่า เรามีฐานลุกค้าที่จะซื้อสินค้าของเราอยู่แล้วในส่วนหนึ่งกันเลยทีเดียว.. พอขายได้ในกลุ่มเพื่อนๆ แล้ว ค่อยขยับขยาย และใช้ marketing ตัวอื่นๆ ต่อไปเพื่อขยายฐานลูกค้าในวงกว้าง
สำหรับคนที่อ่านแล้ว บอกต่อว่า ก็ไม่มีอะไรสนใจเป็นพิเศษ อยากรู้ demand มากกว่า ว่าขายอะไรจะขายดีบนโลกอนไลน์ ถ้าอย่างนั้น อยากให้ดูสถิติจาก สพธอ.  บอกได้เลยว่า คนเล่นเน็ตส่วนใหญ่นั้น อายุตั้งแต่ 12-35 ปี เป็นหลัก และคนส่วนใหญ่เป็น ผู้หญิงที่มักจะออนไลน์ตลอดเวลา งบประมาณที่ใช้บนโลกออนไลน์ ส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง (ยกเว้นการซื้อตั๋วเครื่องบินและห้องพัก) จากสถิติข้างต้น บอกได้เลยว่า ของที่เราควรจะขายคือ สินค้าที่เกี่ยวกับผู้หญิงวัยรุ่น และงบไม่เกิน 2,000 บาท ดังนั้น เราจะเห็นว่า สินค้าประเภทดังกล่าว ตอนนี้ มีคนขายและเป็นเจ้าตลาดอยู่กันอย่างมากกมาย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ชองเล่น เครื่องประดับ คราวนี้ ก็เป็นหน้าที่เราแล้วล่ะ ว่าเราจะเลือกขายสินค้าอะไรดี? แต่.. สิ่งที่เราจะทำได้ คือ หาความแตกต่างของสินค้าที่ขาย จับกลุ่มเป้าหมายให้ลึกลงไป และชัดเจน พร้อมมีจุดเด่นของสินค้าของเรา .. พอจะนึกออกหรือยังคะ? ว่าเราจะขายอะไรดี???
คำถามต่อมา ที่ฮิตไม่แพ้กัน คือ ไม่อยากขายของ ไม่มีสินค้า แต่อยากทำธุรกิจออนไลน์ จะทำได้ไหม ทำได้อย่างไร?
คำตอบ : แหมมมมม … อยากจะบอกว่า ถ้าขี้เกียจขนาดนี้ ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะคะ.. 55 แต่ในโลกออนไลน์ มันมีจริงๆ คะ และทำได้จริงๆ โดยที่เราไม่ต้องมีสินค้าหรือบริการเลย เรียกได้ว่า “จับเสือมือเปล่า” แต่ก็หาเงินได้ วิธีนี้ คนส่วนใหญ่ ใช้เป็นการหารายได้เสริม คือ ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ทำ อารมณ์ขี้เกียจนั่นเอง .แต่บางคน ทำไปทำมา กลายเป็นอาชีพหลัก จนในที่สุด ลาออกจากงานมาทำอาชีพนี้โดยตรงก็มีเยอะเลย โดยเฉพาะที่ต่างประเทศ เอ๊ะ… แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ?  บอกเลย…

อย่างแรก การขาย content หรือเนื้อหาไงคะ? การขาย content หมายถึง การเขียน เนื้อหา หรือบทความ ลงใน blog หรือบางทีเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า เป็น blogger ไงคะ? blogger คือ บุคคลที่ขายเนื้อหา บทความ review หรือการเปรียบเทียบสินค้าหรือบริการ ในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจไปเรื่อยๆ ก็จะมีบริษัทฯ เจ้าของสินค้ามาจ้างให้เขียนบทความ หรือ review สินค้านั้นๆ ให้เอง เพราะคนอ่านส่วนใหญ่ ตอนนี้ เชื่อ blogger ที่มา review มากกว่า เชื่อโฆษณาที่เจ้าของลงหรืออวดอ้างสรรพคุณไว้ อาชีพ blogger จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่ไม่ต้องมีสินค้าหรือบริการ เพียงแค่มีความสามารถในการเขียน ก็หาเงินได้แล้วว
นอกจากการเป็น blogger แล้ว ก็ยังมีวิธีการหาเงินออนไลน์ได้อีกด้วยการขาย content เช่นกัน คือ การพัฒนาเว็บไซต์ใส่ข่าว ฟีดเนื้อหาหลายๆ อย่างที่คนอื่นๆ สนใจ แล้วเปิดขาย โฆษณาต่างๆ อันได้แก่ banner email marketing กับฐานลูกค้า เป็นต้น ที่เราเห็นอันเยอะๆ เลยก็คือ sanook, mthai dek-d เป็นต้น จะเห็นว่า พวกนี้ ใช้การฟีดข่าว มาจากที่ต่างๆ มารวมกัน เพื่อเรียกให้คนมาดูในเว็บเยอะๆ แล้วก็ขายโฆษณาเป็นรายได้หลัก
ไม่เพียง 2 วิธีข้างต้น ยังมีอีกหลายร้อยวิธีที่สามารถหาเงินออนไลน์ได้ โดยที่เราไม่ต้องขายของ เช่น การทำ affliate คือการเป็นตัวแทนขายสินค้าให้กับเจ้าของสินค้า เมื่อเราขายได้ก็จะได้เงินจากเป็นค่าคอมมิชชั่น นั่นเอง.. แล้วยังมี AdSense, amazon, ebay หรือ การทำตัวเองให้ดัง เพื่อเป็น Net idol ฯลฯ อีกมากมาย ต้องลองดูแหละ ว่าวิธีไหน ที่เหมาะกับเรามากที่สุด ซึ่งวิธีการหาเงินออนไลน์นั้น ถ้าไปเดินเข้าไปในร้านหนังสือ เราจะพบกับ หนังสือที่เขียนว่า “รวย” เต็มไปหมด และส่วนใหญ่คือการหาเงินผ่านออนไลน์ทั้งนั้นซะด้วยซิ.. ใครสนใจจะลองไปหาซื้อ วิธีการรวยต่างๆ มาอ่านดูก็เข้าท่าดีนะคะ ^^
คำถามยอดฮิต อันต่อมาคือ จะค้าขายแบบออนไลน์ จะ เปิดเว็บไซต์ดี หรือเปิดแค่ facebook fanpage ดี?
คำตอบ : เป็นอีก 1 คำถามยอดฮิตของคนยุคนี้ เลยก็ว่าได้ เพราะเห็นใครๆ ก็เปิดร้านค้าบน facebook กันท้งนั้น บอกได้เลยว่า ที่ส่วนใหญ่เปิดร้านค้าบน facebook นั้น  เป็นเพราะมัน ฟรี!! ใช้งานง่าย.. ทำให้หลายๆ คน ตัดสินใจเปิดร้านค้าบน facebook กัน มี fanpage ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะร้านขายเสื้อผ้า ที่แย่งเข้าไปจับจองเพจการขายของ ข้อดีคือ ฟรี และใช้งานง่าย ข้อเสียคือ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตั้งขึ้นมาเพื่อฉาบฉวยเท่านั้น แต่จากการที่ไทยและอินโดนีเซีย เป็นประเทศในไม่กี่แห่งในโลกที่ใช้ facebook เอามาขายของ และที่สำคัญคือ ขายดีเสียด้วย ทำให้ทาง facebook เตรียมหา function เพื่อที่จะ support การขายของผ่านทาง facebook ซึ่งเราคงต้องตามดูกันต่อไปว่าจะออกอะไรได้บ้าง ไม่เพียงเท่านี้ การชำระเงินผ่าน facebook ก็สามารถทำได้แล้วโดยใช้ pay.sn ซึ่งสามารถขายของผ่าน facebook แล้วตัดเงินผ่าน social ได้ในทันที
แล้วการทำ website ดีกว่าไหม? เว็บไซต์ มีข้อดีคือ เราสามารถใส่เนื้อหาข้อมูล หรือสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารออกไปได้เป็นอย่างดี และยังสามารถใส่สินค้าได้ไม่จำกัด กำหนดรูปแบบและสิ่งที่ต้องการได้อย่างครบถ้วน แถมมีความน่าเชื่อถืออีกด้วย
ถ้าจะถามว่า งั้นเราควรเปิดขายแบบ facebook page อย่างเดียวดี หรือควรมีเว็บไซต์ด้วย จริงๆ แล้ว ขึ้นอยู่กับสินค้าที่เราจะขายเป็นหลัก เช่น ถ้าเราขายบ้าน การเปิด fanpage นั้น เป็นเหมือนช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า มากกว่า จะใช้เป็นหน้าร้านในการขายจริงๆ หรือถ้าเราขายสินค้าประเภท อุปกรณ์ก่อสร้าง การไปเปิดร้านแบบ fanpage ก็อาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายนัก.. ดังนั้น หลักจริงๆ มันควรจะเป็นที่ตัวสินค้ามากกว่า โดยแนะนำเลยว่า ควรมีเว็บไซต์เป็นตัวหลัก แล้ว facebook fanpage หรือ social media อื่นๆ ใช้เป็นตัวสื่อสารกับลูกค้าจะดีที่สุด เพราะการมีเว็บไซต์นั้น ใช้ได้กับสินค้าทุกประเภท ขายได้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าคุณจะมี facebook หรือไม่ก็ตาม!
ยังมีอีกหลายๆ คำถามที่เป็นที่น่าสนใจ หากผู้ประกอบท่านใด สนใจและต้องการอยากรู้เพิ่มเติมในอีกๆ หลายๆ ข้อ ไมว่าจะเป็น ถ้าจะทำเว็บไซต์ ควรทำเว็บไซต์แบบไหนดี?, ใช้การตลาดออนไลน์แบบไหนดี?, เปิดเว็บแล้ว แต่ไม่มีคนซื้อทำไงดี?
มาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกันที่งานสัมมนา “Online Marketing For Startups” ที่ http://redrank.co.th/สัมมนาฯ/
online marketing, startups, sme, เรียนการตลาด

สัมมนา, online marketing, การตลาดบนโลกออนไลน์

ลงชื่อด่วนวันนี้ ที่ goople-startups
เพื่อรับราคาพิเศษ.. เพียง 800 บาทต่อท่านเท่านั้น หากสมัคร 3 ท่านขึ้นไป รับของรางวัลจาก google ฟรี!!

16 Feb 2015

การตลาดในประเทศจีนผ่าน Baidu

ขึ้นชื่อว่า Search Engine ไม่ได้มีเพียง Google เท่านั้น  แต่ยังมี Baidu  ที่เป็น Search Engine  อันดับ 2 ของโลก  รองจาก Google  และเป็น Search Engine  อันดับ 1 ของจีน  ฉะนั้น  Baidu Search Engine จึงเป็นช่องทางในการทำการตลาดกับประเทศจีนได้เป็นอย่างดี  ยิ่งปัจจุบันการทำการตลาดต้องเปิดกว้าง   เนื่องจากนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามา  พร้อมกับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  ยิ่งทำให้ต้องคิดเรื่องการออกไปลงทุนกับต่างชาติ ด้วยเช่นกัน   โดยประเทศต้นๆที่น่าสนใจในการไปบุกตลาดคือประเทศจีน  เพราะจีนเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากรมาก  และจากการบันทึกสถิติชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยว  พบว่าคนจีนเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้นทุกปี   โดยปีล่าสุด เมื่อปี 2013 คนจีนเดินทางมาเที่ยวในไทยมากถึง 4.7 ล้านคน  จากประชากรจีน 97 ล้านคน  แต่ยังเหลือประชากรอีกมากที่ยังไม่ได้มาเที่ยวเมืองไทย   เราจึงต้องบุกตลาดจีนเพื่อสร้างรายได้ให้ธุรกิจมากขึ้น

หากเป็นยุคก่อน ๆ  การบุกตลาดจีนคงต้องหาลูกค้าผ่านงานแสดงสินค้า หรือหาตัวแทนจำหน่ายในจีน  แต่ในยุคปัจจุบันเราสามารถบุกตลาดจีนด้วย การทำโฆษณาบน Baidu Search Engine โดยการเตรียมตัวทำโฆษณาเพื่อบุกตลาดจีนนั้น  สิ่งสำคัญที่สุดคือการสำรวจความต้องการของตลาดจีน  จึงจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านการโฆษณา Baidu Search Engine ให้ได้ผล   จากการสำรวจความต้องการของตลาดจีนแล้ว     คนจีนสนใจการท่องเที่ยวในไทยมาเป็นอันดับแรกโดยในธุรกิจท่องเที่ยวแค่ 1 คำมีคนค้นหาประมาณ  200,000 คนต่อเดือน แสดงถึงคนจีนสนใจการท่องเที่ยวในไทยมากที่สุด ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเหมาะแก่การทำโฆษณาบน Baidu Search Engine  เป็นอย่างมาก  อันดับสองคือโฆษณาธุรกิจโรงพยาบาลและศัลยกรรมมีคนค้นหาประมาณ 150,000 คนต่อเดือน  แต่ไม่มีคนลงโฆษณา  ยิ่งเป็นโอกาสให้คนทำโฆษณาบน Baidu Search Engine ได้เปรียบทางการตลาดมากขึ้น  อันดับสามคือธุรกิจพระเครื่อง – พระเครื่องเมืองไทย  ก็มีคนค้นหา  36,000 /เดือน  เรื่องพระเครื่องเมืองไทยก็เป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงของไทย  และถือเป็นเอกลักษณ์   การทำโฆษณาบน Baidu Search Engine  ก็ถือเป็นการเปิดกว้างธุรกิจ

แต่การลงโฆษณาบน Baidu Search Engine  หากจำเพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นก็จะดี  ยกตัวอย่าง การโฆษณาบน Baidu  ที่เกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว  จากการสำรวจที่พบว่าคนจีนชอบมาเที่ยวที่เมืองไทยนั้น  หากทำโฆษณาก็ต้องหา สถานที่ที่คนจีนค้นหามากที่สุดหากต้องการมาเที่ยวที่ไทย อย่างการหาที่พักและจองห้องพัก   อย่าง Agoda,booking   เมื่อรู้ว่าโดยส่วนมากคนจีนจะเลือกจองปาย    การทำโฆษณาแบบวางค่าเฉพาะเจาะจง  ก็จะสู้กับทาง  OTA ในจีนได้ดี   ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลและศัลยกรรม ที่เป็นที่สนใจเป็นอันดับสองของจีน  ก็สำรวจพบว่าสิ่งที่คนจีนชอบค้นหาในหมวดโรงพยาบาลและศัลยกรรมนั้น    ส่วนใหญ่คือการลดน้ำหนัก  และการทำ IVF  คนจีนค้นหาการทำ   IVF  ประมาณ 150,000/เดือน  พวกเดียวกับพลาสติกที่จะมาทำในไทย  เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้นก็จะทำการตลาดได้ดีมากขึ้น

วิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านการโฆษณา Baidu Search Engine และเว็บไซต์พันธมิตรให้ได้ผล ด้วยโฆษณาแบบ  Branding Zone  การทำโฆษณาในรูปแบบนี้ ต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเองเท่านั้น เนื่องจาก การทำโฆษณาแบบนี้จะทำให้ไม่มีการแข่งขันจากผู้ทำโฆษณารายอื่นมาแทนที่เจ้าของแบรนด์ตัวจริงได้  แต่อาจจะมีงบประมาณในการทำที่สูงกว่าการโฆษณาแบบ Other zone ที่เป็น Description ธรรมดา แต่คุ้มค่าในการโฆษณา  เพราะ Branding zone จะทำให้ทั้งแถบด้านบน ในผล search   เป็นข้อมูลของแบรนด์เราทั้งหมด   ทั้ง Title  Description   Customized   รวมไปถึงทางด้านขวามือ  ยังมี VDO และรายละเอียดที่ครอบคลุมมากกว่าการทำโฆษณาแบบธรรมดา

03 Feb 2014