eMarketing trend 2009

สวัสดีค่ะ

วันนี้เปิ้ลมีบทความเกี่ยวกับแนวทางการตลาดในปี 2009 มาเล่าให้ฟังค่ะ เพื่อให้พวกเราได้นำความรู้อันนี้ ไปปรับปรุงกับการทำธุรกิจของเราในปี 2009 ที่จะถึงนี้นะคะ..ไปตามอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียงชื่อ แบรนด์ คียส์ (Brand Keys) ได้ออกมาเสนอความเห็นของตน ซึ่งดูแล้วน่าสนใจทีเดียว แม้ว่าการนำเสนอจะยึดเอาการตลาดของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่นักการตลาดทั่วโลกต่างก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางการตลาดของสหรัฐฯ ย่อมมีผลกระจายต่อทิศทางการตลาดของประเทศอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉะนั้น การได้เรียนรู้ความเห็นของบริษัทที่ปรึกษารายนี้ อาจจะช่วยในการต่อยอดความคิดของนักการตลาดที่เหลือได้หนทางหนึ่ง

โดยสรุปแล้ว แนวโน้มทางการตลาดที่สำคัญๆ 9 ประเด็น ได้แก่
ประการแรก ประเด็นด้านราคาที่ผันผวนจะยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ ทั้งนี้เนื่องมาจากแรงกดดันจากภาคการเงินที่เห็นชัดว่าขาดความเชื่อมั่นใน การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มี ความระมัดระวังและคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น

นั่นหมายความ ว่าผลทางจิตวิทยาจะยังคงครอบคลุมบรรยากาศส่วนใหญ่ในตลาดโลก ไม่ว่าระดับรายได้ของภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็จะทำให้ความระมัด ระวัง และความพยายามเป็นนักช้อปที่ชาญฉลาดยังคงอยู่ตราบใดที่ไว้ใจสถานการณ์ทาง เศรษฐกิจไม่ได้ ดังนั้น นักการตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็คงต้องใช้การหั่นราคาขายต่อหน่วยสู้กับภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจได้เพียงช่องทางเดียว

ประการที่สอง ประเด็นของการสร้างความแตกต่าง อรรถประโยชน์ในการใช้สอย และมูลค่าเพิ่มของสินค้า จะเป็นช่องทางที่ทำให้สินค้าหลายประเภทอยู่รอดได้ทางการตลาด กลยุทธ์ที่ว่านี้จะเป็นไปได้ก็ต้องอาศัยเครื่องมือหลัก 2 ประเภทคือ (1) ทีมงานด้านการวิจัยและการพัฒนาเพื่อหานวัตกรรม (2) ทีมงานด้านการโฆษณารวมทั้งเอเยนซี่โฆษณา

ทั้งสองทีม นี้จะต้องเจาะลึกเพื่อหาทางเพิ่มคุณค่าของสินค้า และหาทางสื่อสารสิ่งที่เพิ่มขึ้นในตัวของสินค้านั้นอย่างมีประสิทธิภาพให้ ถึงตัวผู้บริโภค เพื่อให้แบรนด์ของสินค้าอยู่ในใจของลูกค้าตลอดเวลาและนึกถึงก่อนแบรนด์อื่นๆ

ความสามารถในการพัฒนาตัวสินค้าเพื่อให้เกิดความแตกต่างและคุณค่าเพิ่มถูกคาดหวัง ว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและมูลค่าเพิ่มของสินค้าในปี 2009 ได้ ขณะที่การจัดกิจกรรมการส่งเสริมการจำหน่ายเป็นเพียงการตรวจสอบถึงความรับรู้ ที่เป็นสภาวะปัจจุบันของลูกค้า อย่างไรก็ดี การปรับลดราคาให้ต่ำกว่าสินค้าของคู่แข่งก็จะได้รับการพิจารณาให้เป็นตัว ช่วยสร้างความแตกต่างของสินค้าที่ดีได้อย่างหนึ่ง ที่เชื่อว่านักการตลาดของแบรนด์ต่างๆ จะไม่ละเลย

ประการที่สาม คำมั่นสัญญาว่าจะซื้อจากลูกค้าจะกลายเป็นสัญญาณที่จำเป็นเพื่อให้นักการตลาด โลกกล้าที่จะดำเนินการใดๆ ต่อไป แต่ต้องแยกให้ได้ว่าเป็นคำมั่นสัญญาที่เป็นจริง ไม่ใช่เพียงการตอบแบบสอบถามเพื่อเอาใจนักการตลาดเท่านั้น

วิธีการที่จะทำให้เกิดคำมั่นสัญญาได้ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อสิ่งที่ผู้ประกอบการและนักการตลาดนำเสนอหรือสัญญาว่า จะนำเสนอเกินกว่าหรือเหนือกว่าความคาดหมายของลูกค้าเท่านั้น

ช่องทางการตลาดที่จะช่วยสร้างและเพิ่มพูนคำมั่นสัญญาที่เชื่อว่าจะยังคงมี ประสิทธิภาพในการดำเนินงานในปี 2009 น่าจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ช่องทางคือ (1) แพลตฟอร์มที่ใช้ในระยะยาวและต่อเนื่องอย่าง ทีวีออนไลน์ (2) คอนเท็กซ์ เช่นการจัดโปรแกรมเฉพาะ หรือเว็บเพจเชื้อเชิญ (3) เมสเซจ ด้วยการส่งข้อมูลทางงานโฆษณาหรือนิเทศสัมพันธ์ (4) ประสบการณ์ ผ่านทางการจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น เทรดโชว์ หรือ เอ็กซิบิชั่น หรือการจัดงานปาร์ตี้ แบบที่ทัปเปอร์แวร์นิยมทำ

ประการที่สี่ การวางแผนมีเดียจะต้องออกแนวนวัตกรรม เน้นการสัมผัสได้ และเป็นมีเดีย 2 ทาง ด้วยการนำเอาแบรนด์ มาบวกกับสมการของมีเดีย เพื่อให้เกิดคำมั่นสัญญาว่าจะเกิดการซื้ออย่างชัดเจน

แผนงานด้านมีเดียในปี 2009 จะต้องไร้การสะดุดหยุดชะงัก สร้างความน่าเชื่อถือที่เพียงพอ มุ่งเน้นรองรับลูกค้าเป็นการส่วนตัวแทนแบบเหมาๆ ไม่เจาะจง ซึ่งอาจจะรวมถึงนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีด้วยซ้ำ

เทคโนโลยีที่น่าจะได้รับความสนใจจากนักการตลาดมากขึ้นคือ อุปกรณ์มือถือ ซึ่งจะช่วยเจาะให้ถึงตัวลูกค้าได้ดีขึ้น และเป็นการหันเหออกไปจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม คูปองส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขายก็ยังคงจะมีประสิทธิภาพในการช่วยส่งเสริมการ จำหน่ายต่อไป ควบคู่กับโซเชียล เน็ตเวิร์ก หรือการเน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน

ประการที่ห้า ความพยายามและการทบทวนนโยบาย ?กรีน? อาจจะยังคงเป็นทางเลือกหนึ่งของนักการตลาดโลก เนื่องจากกระแสตื่นตัวและใส่ใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นเงื่อนไขภาค บังคับมากขึ้น หมายความว่า แบรนด์ต่างๆ จะต้องหาทางวางตำแหน่งทางการตลาดของตนในด้าน ?กรีน? มาร์เก็ตติ้ง? ให้ได้ เพื่อสนับสนุนโอกาสในการอยู่รอดอย่างยั่งยืน

ทางด้านผู้บริโภคคงจะมองเชิงลึกมากขึ้น พร้อมทั้งอยากเห็นหลักฐานประกอบ มากกว่าคำพูดเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะทำให้นักการตลาดอาจจะต้องถึงขั้นปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

ประการที่หก การทบทวนและวางบทบาทของแบรนด์ใหม่ จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีมติที่เกี่ยวข้อง 3 มิติสำคัญคือ (ก) ความสุขความพอใจของลูกค้า (ข) ความจงรักภักดีและ (ค) คำสั่นสัญญาว่าจะซื้อ

นักการตลาดจะต้องทำให้มั่นใจ ว่านโยบายด้านการบริหารแบรนด์ จะสามารถสอดคล้อง และสร้างความสมดุลของมิติทั้ง 3 ด้านข้างต้นได้อย่างเหมาะสม

ประการที่เจ็ด พฤติกรรมของผู้บริโภคอาจจะไม่สะท้อนทัศนคติและความตั้งใจในการซื้อสินค้า อย่างมั่นใจ นักการตลาดที่เคยมีความเชื่อมั่นว่าตนรู้จักและเข้าใจลูกค้าของตนดีแล้ว อาจหงายหลังเพราะลูกค้า ที่ว่ารู้จักกันดีอาจจะไม่ได้เป็นลูกค้าที่ตัดสินใจ ซื้อสินค้าของตนหรืออาจจะไม่ได้ชอบสินค้าของตนอีกต่อไป

ใน ปี 2009 จึงเป็นปีที่นักการตลาดต้องทบทวนตนเอง และหาทางสร้างความมั่นใจอีกครั้งหนึ่งว่าพฤติกรรมของลูกค้าแบบใดที่จะเกิด การตัดสินใจซื้อสินค้าจริงๆ การทบทวนในเรื่องนี้อาจจะรวมไปถึงการแยกกลุ่มลูกค้า เป็นกลุ่มย่อยๆ ให้ขาดให้ได้ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดรองรับได้อย่างเหมาะสม

ประการที่แปด ความคาดหวังของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ปี 2009 เป็นปีที่นักการตลาดต้องหาทางปรับปรุงแบรนด์ของตนให้มีภาพลักษณ์และตัวตนที่ สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค เพราะลูกค้าได้ปรับเปลี่ยนตนเองแทบจะทุกวัน รวมทั้งแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

มีความเชื่อกันว่า นักการตลาดคงจะหลีกเลี่ยงกับการใช้ระบบไฮเทคที่ดีขึ้นไม่ได้ และสิ่งนี้คงจะเป็นแนวคิดหนึ่งที่จะช่วยให้แบรนด์ของตนแตกต่างและโดดเด่น ขึ้นมาจากคู่แข่งกัน

ประการที่เก้า หาทางทำให้วิถีชีวิตของแบรนด์และของลูกค้าดีขึ้นให้ได้ คือคำตอบสุดท้ายของแนวโน้มการตลาดในปีหน้า

ท้ายที่สุดคือ ?ทำให้ง่ายขึ้นสะดวกขึ้น? ตามความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทรศัพท์มือถือ เซิร์จเอ็นจิน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ซักเสื้อผ้า หรือโปรแกรมการท่องเที่ยวที่มีให้เลือกตัดสินใจ

ที่เป็นเช่นนี้ ยังน่าจะมาจากแรงกดดันด้านการแข่งขันที่ยังคงมีความรุนแรงสูง ซึ่งลำพังเพียงการหั่นระดับราคาแข่งขันคงจะไม่เพียงพออย่างแน่นอน

พูดง่ายๆ คือ ปี 2009 จะเป็นปีที่ไม่ธรรมดาทางด้านการตลาดโลก ซึ่งทำให้นักการตลาดต้องหาทางทำให้มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะสามารถผ่าน พ้นความยากลำบากในปีแย่ๆ มากปีหนึ่งไปได้ ด้วยการใช้วิติของตัวแปรในทางการตลาดที่หลากหลายซับซ้อน และลึกซึ้งมากขึ้น

นั่นเป็นแนวโน้มที่นักการตลาดมะกันคาดว่าน่าจะมีบทบาทต่อไปในปี 2009 หรือปี 2552 แต่สำหรับเมืองไทยที่มีสภาพของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค วิถีชีวิต สภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ค่อนข้างแตกต่างอย่างมากกับสหรัฐอเมริกา ทำให้การทำตลาดของเมืองไทยน่าจะต่างไปพอสมควร และนี่คือแนวโน้มการตลาดที่เชื่อว่าจะมาแรงในบ้านเรา

1.นิวมีเดียมาแรง
จ่ายน้อย ประสิทธิภาพสูง

อาจารย์ ชลิต ลิมปนะเวช คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับแนวโน้มการตลาดในปีหน้าว่าเครื่องมือที่มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ประสิทธิภาพสูงจะถูกนำมาใช้มากขึ้น ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าในปีหน้าปัญหาเศรษฐกิจยังคงรุมเร้าประเทศไทยโดย เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังคงอยู่ ดังนั้นภาคเอกชนจึงพยายามตัดค่าใช้จ่ายที่เห็นว่าจำเป็นน้อยที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นคืองบโฆษณา ทำให้คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมโฆษณาในปีหน้าจะไม่มีการเติบโต หรือเติบโตเพียง 1-2% เท่านั้น เนื่องจากธุรกิจหันมาใช้งบในการทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ยังมีสื่อใหม่ๆอย่างดิจิตอลมีเดีย เว็บไซต์ เอสเอ็มเอส อีเมล์ ที่จะมาแรง แต่หากเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีวัย 50 ปีขึ้นไป อาจยังต้องพึ่งสื่อแบบเก่า อย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และทีวีบ้าง เพราะคนอายุ 50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ค่อยเป็น แต่ถ้าเป็นกลุ่มอายุ 45 ปีลงมา จะบริโภคสื่อดิจิตอลมากกว่า

?อีเมล์ มาร์เกตติ้ง ส่งถึงคนเป็นแสน เป็นล้าน ด้วยต้นทุนไม่กี่หมื่น ในขณะที่ทีวีสื่อถึงคนได้เป็นล้านก็จริง แต่ก็จ่ายเป็นแสน? ชลิต ลิมปนะเวช กล่าว

เทรนด์ของการโฆษณาประชาสัมพันธ์จะทำให้เกิด ธุรกิจใหม่ๆที่ทำด้านนิวมีเดีย เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคียง ธุรกิจก็จะหันมาสนใจเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ให้ผลคุ้มค่า ภายใต้งบที่ไม่สูงเกินไป 4-5 ปีที่แล้วยังไม่ค่อยมีใครใช้นิวมีเดียอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจน แต่ในปีหน้าหากกระทรวงไอซีที มีการออกนโยบาย 3G หรือ ไวแม็กซ์ อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยผลักดันให้นิวมีเดียเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่คอลเซ็นเตอร์ก็ยังไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากผู้ประกอบการของไทยทำไม่ถูกหลัก แทนที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ กลับทำให้ไม่พอใจ พูดจาไม่ดีบ้าง รอแล้วไม่มีเจ้าหน้าที่มารับสายบ้าง สายไม่ว่างบ้าง ทว่ารูปแบบคอลเซ็นเตอร์จะถูกนำมาประยุกต์กับการสื่อสารผ่านนิวมีเดียที่เปิด โอกาสให้ผู้บริโภคติชม ถามข้องสงสัย หรือร้องเรียนเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการให้บริการ

?นิวมีเดียเป็นเครื่องมือที่ลงทุนต่ำสุด แต่เข้าถึงคนได้มาก ค่าใช้จ่ายแต่ละปีไม่ถึงหมื่น ที่เหลือเป็นเงินเดือนเว็บมาสเตอร์ เบ็ดเสร็จรวมทุกอย่างแล้วก็ประมาณค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5 แสนต่อปี ซึ่งถ้าเป็นโฆษณาทีวี แค่ 2 สปอตก็หมดงบแล้ว?

นอกจากนี้ รูปแบบการทำการตลาดโดยตรง เช่น ไดเร็กเซล ก็จะมีการใช้มากขึ้น เพราะต้นทุนต่ำ หากขายไม่ได้ เจ้าของสินค้าก็ไม่ต้องเสียอะไร ถ้าขายได้ก็หักให้พนักงานขายตามสัดส่วน ประกอบกับแนวโน้มการว่างงานในปีหน้ามีสูง ก็เป็นโอกาสที่คนจะหาอาชีพใหม่อย่างไดเร็กเซลมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเวลาเศรษฐกิจฝืด ธุรกิจไดเร็กเซลกลับคึกคัก

?ในปีหน้าอะไรที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ให้ประสิทธิภาพสูงจะมาแรง ดิจิตอลมีเดียเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราจะได้เห็นกันในปีหน้า ปัจจุบันผู้บริโภคไทยกว่า 40 ล้านคนล้วนแต่มีโทรศัพท์มือถือ และอีกเป็นสิบๆล้านคนที่เล่นไฮไฟว์ ยาฮู กูเกิ้ล ฮอตเมล์ ซึ่งเวลาที่นำมาประยุกต์เป็นเครื่องมือการตลาดแล้ว เครื่องมือเหล่านี้จัดได้ว่ามีต้นทุนที่ถูกมาก จะเรียกว่าถูกที่สุดก็ว่าได้ หรือที่เรียกว่า Cost per Rating Point? ชลิต กล่าว

2. ดิจิตอล?การตลาดอินเทรนด์
กลยุทธ์หาฐานลูกค้าใหม่บนเน็ต

การตลาดดิจิตอล มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาบทบาทในทางการตลาดมากขึ้น เพื่อช่วยผู้ประกอบการในต่างประเทศที่หวังจะดึงลูกค้าใหม่เข้ามาไว้ในพอร์ต มากขึ้น และธำรงรักษาฐานลูกค้าเดิมที่นิยมใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และบริการสื่อสารบนโทรศัพท์มือถือ

หลังจากแนวโน้ม การใช้บริการบนตลาดออนไลน์มีอัตราการเติบโตสูงมาอย่างต่อเนื่อง และทำท่าว่าจะเป็นแหล่งรายได้เสริมของกิจการในอนาคตอันใกล้นี้ การตลาดดิจิตอลนับวันจะเข้าไปช่วยผู้ประกอบการในการนำเสนอสินค้าที่ครบวงจร เพราะการตลาดดิจิตอลสามารถเชื่อมโยงการติดต่อและความสัมพันธ์แบบ real time ระหว่างผู้ผลิตสินค้าและลูกค้าของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในขณะนี้

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด เมื่อทำการเปรียบเทียบการตลาดดิจิตอลกับการตลาดแบบดั้งเดิม เช่น การโฆษณาทางทีวี หรือบิลบอร์ด หรือหนังสือพิมพ์แล้ว จะพบว่าหนทางดั้งเดิมล้วนแต่เป็นการสื่อสารทางเดียว ขณะที่การตลาดดิจิตอลสามารถทำการตอบโต้ ตอบสนองต่อความต้องการ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าแต่ละรายได้ทันที

ดังนั้น ข้อมูลย้อนกลับ หรือ feed back ที่ผู้ประกอบการได้รับจากการใช้การตลาดดิจิตอลจะสามารถนำมาทำความเข้าใจ เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า เพื่อทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ หรือแม้แต่จะสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีต่อตรายี่ห้อได้ง่ายดายและดีขึ้นในอนาคต

จากการศึกษาของนักการตลาดในต่างประเทศ พบว่า ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นพวกกระหายเทคโนโลยีสารสนเทศ มีทัศนคติและความเชื่อในทางบวกต่อการสื่อสารด้วยอินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ ทำให้นักการตลาดเริ่มแน่ใจมากขึ้นว่า ?การตลาดดิจิตอล? จะเข้ามาเป็นช่องทางการตลาดและเครื่องมือที่ทรงพลังในอนาคตอันใกล้นี้

ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านการทำ อี-บิสซิเนส ทั้งในด้านการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ และทักษะทางการตลาดจึงหันมาพัฒนาบริการเพื่อให้บริการที่สามารถจะช่วยผู้ ประกอบการในการบริหารงานการตลาดดิจิตอลผ่านระบบ SMS หรือ short messaging servicesที่ทำให้เกิดการโต้ตอบแบบทันที

สำหรับลูกค้า อย่างจริงจังในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ผู้ประกอบการที่หันมาใช้ช่องทางการตลาดแบบการตลาดดิจิตอลอย่างจริงจัง มากกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ ในตอนนี้ได้แก่ ธุรกิจที่ให้บริการทางการเงิน ธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อครัวเรือน ซึ่งในย่านเอเชียนี้ การตลาดดิจิตอลมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปมากในผู้ประกอบการในตลาดมาเลเซีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้

นอกเหนือจากบริษัท ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอี-บิสิเนสแล้ว ผู้ให้บริการด้าน call center ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะช่วยให้งานการตลาดดิจิตอลประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น เพราะ call center เป็นจุดศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารของลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา จนกลายเป็นฐานข้อมูลใหญ่ที่ดำเนินกระบวนการจำหน่ายต่อได้อย่างรวดเร็ว

อุปสรรคที่ดูเหมือนว่าจะยังคงเกิดขึ้นในการทำงานของ call center คือ ประการแรก การใช้พนักงานให้บริการที่น้อยเกินไปทำให้ลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาเพื่อสอบ ถามข้อมูลต้องรอเป็นเวลานานมาก ประการที่สอง ความเชี่ยวชาญชำนาญในตัวผลิตภัณฑ์และบริการที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว ทำให้การตอบคำถามข้อสงสัยของลูกค้าไม่น่าประทับใจนัก

ประการที่สาม การทำงานร่วมกันและเสริมซึ่งกันและกันของการตลาดดิจิตอลกับการโฆษณาด้วยวิธี การดั้งเดิม ซึ่งจะทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าจะทำงานการตลาดได้ครบวงจร และเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด

ข้อดีของการตลาดดิจิตอล อาจประมวลได้ ดังนี้ ประการแรก เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำผู้ประกอบการสามารถตรวจจับข้อมูลส่วนตัวของ ลูกค้า เพราะจะบันทึกอีเมลของลูกค้าแต่ละรายได้ครบถ้วน ประการที่สอง การตลาดดิจิตอลทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ติดต่อกับผู้ประกอบการโดยตรง ไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าจึงเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่ค่อนข้างจะสงวนสิทธิ์การล้วงความลับส่วนตัวจากบรรดานักขาย ทั้งหลาย

ประการที่สาม การตลาดดิจิตอลทำให้ผู้ประกอบการไม่เพียงแต่รับรู้ความต้องการในสินค้าของตน แต่ยังอาจจะรับรู้ในความต้องการด้านอื่นของลูกค้าอีกด้วย เช่น หากลูกค้าซื้อตู้เย็นใหม่หรือเครื่องซักผ้าใหม่พร้อมๆกัน เดาได้ว่าลูกค้าอาจย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ และอาจกำลังต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องตกแต่งอื่นๆ สำหรับบ้านเพิ่มเติมด้วย

ประการที่สี่ ที่ผ่านมาแบรนด์ดังที่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับการตลาดดิจิตอลพบว่า ตนสูญเสียฐานลูกค้าวัยรุ่นที่นิยมเข้าไปในตลาดออนไลน์ไปมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้าไปใช้การตลาดดิจิตอลจึงเป็นการรักษาลูกค้าในกลุ่มนี้ไว้อย่างได้ผล วิธีหนึ่ง

ประการที่ห้า ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าต่างเพศได้อย่างมีประสิทธิผล จากการศึกษาพบว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายกับผู้หญิงมีลักษณะของการเข้าตลาดดิจิตอล แตกต่างกัน เช่น ผู้ชายจะเข้าไปในตลาดดิจิตอลเพิ่มต่อเติมสิ่งที่ตนสนใจในตลาดแบบออฟไลน์ เช่น การชมรายการแข่งขันฟุตบอล หรือสำรวจรุ่นรถยนต์ที่ตนสนใจจะซื้อ ส่วนกลุ่มผู้หญิงเข้าไปสู่ตลาดออนไลน์เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการที่ ตนเป็นลูกค้าอยู่มากขึ้น หมายความว่าเป็นลูกค้าในตลาดดั้งเดิมอยู่แล้ว แต่ต้องการแสวงหาข้อมูลของแบรนด์นั้นเพิ่มเติมจากตลาดออนไลน์

สุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่าการลงทุนกับสื่อดิจิตอลนั้นทางมาสด้าได้แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกนั้นเป็นการโฆษณาในเว็บไซต์ทั่วไป และส่วนของเว็บไซต์ของมาสด้า www.mazda3myway.com ซึ่งส่วนที่ 2 นั้นใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่สามารถให้ข้อมูลได้มากกว่า และชัดเจนที่สุด

ส่วนกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่เป็นพวกชอบสนุกสนานบันเทิง จะเข้าไปสู่การตลาดดิจิตอล เพื่อแสวงหาเกมใหม่ๆ และเพื่อติดต่อกับเพื่อนๆ ของตน กลุ่มนี้ได้ปรับและเปลี่ยนเว็บไซต์ที่ค้นหาอย่างรวดเร็วเพื่อแสวงหาสิ่ง ใหม่ๆ และเพื่อติดต่อแบบตอบโต้ทันทีได้

ดังนั้น การตลาดผ่านมีเดียดั้งเดิมก็ไม่ได้ไม่สำคัญเสียทีเดียว เพียงแต่ผู้ประกอบการในต่างประเทศหันมาจักสรรเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ให้กับการตลาดดิจิตอล
3.แบรนด์ รีวิว – คอร์ปอเรต เชนจ์

ทิศทางของการสื่อสารการตลาดมีการขีดเส้นเขตแดนมายาวนาน แบ่งพรมแดนเป็นเหนือและใต้เส้น เป็นเทรนด์การตลาดที่เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนับแต่หลังศตวรรษที่ 20 หลังผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง นักการตลาดยังคงเดินเกมสื่อสารการตลาดในรูปแบบที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม คือการใช้สื่อหลัก ทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และป้ายบิลบอร์ด เป็นเครื่องมือในการเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่รวมตัวกันและเรียกว่า แมส งบโฆษณาส่วนใหญ่ 80-90% ถูกเทไปใช้กับสื่อหลักเหล่านี้ ครองพื้นที่ Above the lineเหนือเส้นพรมแดนเป็นที่ตั้ง ปล่อยให้กิจกรรมการประชาสัมพันธ์ การจัดอีเวนต์ กลายเป็นกลยุทธ์มวยรองที่อยู่ใต้เส้น

จนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา วงการสื่อสารการตลาดถูกเขย่า ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสื่ออินเทอร์เน็ต ที่เคลื่อนเข้ามา สร้างความหลากหลายให้กับไลฟ์สไตล์ของผู้คน แตกกลุ่ม แบ่งเซกเมนต์ออกมากมาย สื่อหลัก Above the line เจาะกลุ่มแมสทั่วประเทศ ราคาแพง ถูกลดบทบาท งบประมาณการใช้เงินในสื่อเหนือเส้นทั้ง ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ จนถึงป้ายโฆษณาขนาดใหญ่สองข้างทางที่เคยผุดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาก่อน หน้า กลับมีตัวเลขดิ่งลงทุกเดือน ตลอดทั้งปี พลิกมาเป็นการจัดกิจกรรมอีเวนต์เพื่อกระตุ้นการขายที่สามารถเจาะเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่ได้รับความนิยมแทน

จนมาถึงปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ เทรนด์การสื่อสารการตลาดถูกพลิกรูปแบบอีกครั้ง ภาพพจน์ขององค์กรที่ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพ ไม่เพียงพอต่อการจูงใจให้ผู้บริโภคมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ภัยคุกคามชาวโลกทั้งจากชาวโลกด้วยกัน และภัยธรรมชาติมีมากขึ้น องค์กรธุรกิจต่างหันมาแสดงบทบาท สร้างภาพพจน์พลเมืองที่ดีของสังคม ด้วยการจัดกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) ตอบแทนสังคม กลายเป็นเทรนด์การสื่อสารที่องค์กรธุรกิจหันมาลงทุนกันอย่างแพร่หลาย

แต่ในปีวัวที่กำลังจะก้าวเข้ามา เทรนด์ของการสื่อสารการตลาดมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนไปอีกครั้ง วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติซับไพร์ม ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ถล่มธุรกิจการเงิน การประกัน วงการรถยนต์ รวมถึงอีกหลายธุรกิจล้มครืน ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าคุกคามระบบเศรษฐกิจในภาคพื้นยุโรปช่วงปลายปีนี้ และถูกคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ทั้งภาคการเงิน ภาคการตลาด พ้องกันว่า ผลกระทบของวิกฤติจากโลกตะวันตกจะเคลื่อนเข้ามาถึงเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ในปีหน้าอย่างแน่นอน

แผนการตลาดในเชิงรุกจึงไม่ใช่แนว ทางที่ถูกต้องสำหรับปีหน้า หลายๆ องค์กรเห็นพ้องกันว่า เทรนด์การตลาดในแห่งปี 2009 คือช่วงเวลาที่เหมาะกับการหันกลับมาตรวจสุขภาพของตนเอง เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือกับวิกฤติ และยังสามารถกลับมารุกตลาดอีกครั้งหลังวิกฤติผ่านพ้นไป

หนึ่งในเทรนด์การตลาดในเชิงรับที่คาดว่าจะเป็นเทรนด์ฮิตของนักการตลาดในปีหน้า กิตติ ชัมพุนท์พงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด บริษัทโฆษณาสายพันธุ์ไทยแท้อันดับ 1 ในเมืองไทย ให้ทรรศนะว่า คือการทบทวนบทบาท ภาพลักษณ์ และตำแหน่งของแบรนด์ที่ทำหน้าที่อยู่ในตลาดมาเป็นเวลานาน หรือที่เรียกกันว่า “แบรนด์ รีวิว”

กิตติ มีความเชื่อมั่นว่า แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากกระแสวิกฤติทางเศรษฐกิจจากโลกตะวันตก ได้ แต่โดยพื้นฐานของภาคเศรษฐกิจการเงินในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ ประชาชนยังมีเงินอยู่ในกระเป๋า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความเชื่อมั่นในการจับจ่ายของคนในประเทศค่อนข้างต่ำ ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในส่วนของเจ้าของแบรนด์สินค้า ก็มีการใช้เวลานี้เป็นช่วงเวลาทบทวนแบรนด์ที่เคยใช้มาเป็นเวลานาน เพื่อการพัฒนาให้สามารถสามารถรับมือกับวิกฤติที่จะมาถึงในปีหน้า อีกทั้งยังรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอยู่ตลอดเวลา

การตลาดในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ มีความเฉพาะตัว แต่ในฝั่งของแบรนด์สินค้าที่นำเสนอให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน และแทบไม่เคยมีการปรับเปลี่ยน

“เวลานี้ลูกค้าของสปาฯ หลายๆ รายมีการทำแบรนด์รีวิว เพื่อรับมือกับวิกฤติแฮมเบอเกอร์ ทางสปาฯ เองก็มีทีมงานที่เข้าไปช่วยคิดกับลูกค้า ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกค้าจะหันมารีวิวแบรนด์ของตนให้สอดคล้องกับการ อยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา”

ไม่เพียงแต่แบรนด์เท่านั้นที่จะถูกทบทวนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีทีท่าน่าลำบาก ในส่วนของตัวองค์กรเองก็มีเทรนด์ของการปรับเปลี่ยนเช่นกัน

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมบริษัท อินเด็กซ์ อีเวนท์ เอเจนซี่ จำกัด(มหาชน) อีเวนต์ ออร์กาไนเซอร์ อันดับ 1 ของไทย ก็ยอมรับว่า องค์กรธุรกิจที่เคยใช้งบประมาณในการจัดอีเวนต์กันอย่างคึกคักตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการหันมาจัดกิจกรรม CSR กันอย่างมากในปีนี้ ปีหน้ามีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปสู่การทำ Corporate Change กันเป็นส่วนใหญ่

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาตลอดปีนี้ ผนวกกับแนวโน้มที่ยังไม่มีความมั่นใจในปีหน้า วิกฤติเศรษฐกิจที่คุกคามทั่วโลก ยอดขายที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจต่างมองหาช่องทางเพื่อการอยู่รอด ซึ่งการปรับตัวขององค์กรให้พร้อมรับมือ ก็เป็นทางออกหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

การปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีความทันสมัย มีความฟิตที่สามารถรองรับกับสถานการณ์รอบด้านทั้งสภาพเศรษฐกิจ และการแข่งขัน ลำพังการปรับเปลี่ยนโลโก้ หรือจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว คงไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจให้กับคนในองค์กรทั้งหมดได้มีส่วนรวมในการ เคลื่อนทัพ องค์กรที่เคยอยู่อย่างฟุ่มเฟือย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงลิ่ว ถูกสร้างค่านิยมใหม่ในการประหยัด องค์กรที่เคยทำงานอย่างเชื่องช้า ทำงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ถูกชาร์จไฟ สร้าง Awareness ให้กับพนักงาน

“อินเด็กซ์ฯ เคยทำงานด้าน Corporate Change ให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ มาราว 5 ปี แต่ที่ผ่านมา เป็นการปรับองค์กรให้มีความทันสมัยเพื่อรับการแข่งขัน เช่น Corporate Change ของเครือซิเมนต์ไทย สู่ เอสซีจี กรุ๊ป และการปรับองค์กรของไทยน้ำทิพย์ แต่ในปีหน้า คาดว่า องค์กรส่วนใหญ่จะหันไปทำ Corporate Change ปรับองค์กรให้ฟิตขึ้น เพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจ ส่งผลให้งบการทำกิจกรรม CSR ลดลง” เกรียงไกรกล่าว

4.ไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง กับโฆษณาก้าวไกลไปมาก

เมื่อกล่าวถึงธุรกิจการขายตรงหรือ ไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดแบบพิเศษ ที่ได้มีการนำไปใช้กันในการประกอบการของกิจการขนาดใหญ่และชั้นนำของโลกหลาย ประเภท แต่ไม่ค่อยได้ใช้กันมากนักในธุรกิจประเภทโฆษณาบ้านเรา

จนเมื่อไม่นานมานี้ การสำรวจทางการตลาดในต่างประเทศพบว่า ไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง เป็นที่นิยมในหมู่ของกิจการโฆษณามากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้น่าจะเป็นการสนองตอบต่อความต้องการที่จะแสวงหาทางเลือกอื่น สำหรับการขยายช่องทางการส่งเสริมการจำหน่าย นอกเหนือไปจากทางเลือกแบบเดิมๆ ที่ใช้กันมานาน

แนวโน้มดังกล่าว ทำให้นักการตลาดมีความกังวลกันว่า ในอนาคต การแข่งขันกันระหว่างกิจการต่างๆ ในไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง จะมีความรุนแรงและเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมมาก

หากจะประมวล เหตุผลที่ทำให้กิจการต่างๆ รวมทั้งนักโฆษณาหันมาใช้เทคนิคของไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง ในทางการตลาดมากขึ้นได้แก่ ประการแรก การที่รัฐบาลของหลายประเทศผ่านกฎหมายห้ามมิให้ผู้ประกอบการรบกวนสิทธิส่วน บุคคลของผู้บริโภค หรือที่เรียกว่ากฎ Do Not Call ทำให้ผู้บริโภคสามารถปิดกั้นการขายทางโทรศัพท์ที่ตนไม่ต้องการ โดยการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ของตนไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักการตลาดของกิจการหลากหลายประเภท จึงหันไปใช้วิธีการของไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง ทดแทน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักได้ ณ ที่พักหรือบ้านอาศัยของลูกค้าเป้าหมายเอง

ประการที่สอง อัตราค่าส่งจดหมายหรือไปรษณียบัตรของแทบทุกประเภทในโลก ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเลย บางประเทศทรงตัวมาตั้งแต่กลางปี 2002แล้ว ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ทำให้ผู้ประกอบการมีความสะดวกมากขึ้นในการส่งเอกสารไปยังลูกค้า แถมยังมีต้นทุนที่ต่ำมาก เทียบกับช่องทางหือกิจกรรมการส่งเสริมทางการตลาดแบบอื่น

ประการที่สาม การใช้ไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง สามารถรักษาฐานลูกค้าของกิจการ ให้สามารถจดจำและจงรักภักดีต่อกิจการได้ในระยะยาว ด้วยการสร้างการสื่อสาร สร้างอิมเมจของกิจการ และแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ

ประการที่สี่ สิ่งที่ส่งไปในจดหมายถึงลูกค้าในไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง มักจะเป็นคูปองส่วนลด ซึ่งมีผลต่อเนื่องในการดำเนินงานประเมินทางการตลาด ด้วยการนับสัดส่วนของลูกค้าเป้าหมายที่นำเอาคูปองที่ส่งทางไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง ไปใช้ในการซื้อหาสินค้าและบริการจริง ๆ เทียบกับจำนวนที่กวาดส่งทางไดเร็ก มาร์เก็ตติ้งทั้งหมด และการทดสอบตลาดแบบนี้สามารถนำไปใช้ในการประเมินรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น จากการใช้โปรแกรมการส่งเสริมการตลาดได้อย่างดีในอนาคต

ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา รายจ่ายของกิจการโฆษณาที่จ่ายเพื่อการส่งเสริมการตลาดผ่านไดเร็ก มาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้นราว 2.4% ในขณะที่การส่งเสริมการตลาดผ่านทางโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ มีอัตราการลดลง

แนวโน้มดังกล่าวคงทำ ให้สื่อสารประเภทอื่นๆ ไม่สบายใจนัก เมื่อไม่นานมานี้ ผู้บริหารกิจการหนังสือพิมพ์ ที่เป็นคู่แข่งขันรายใหญ่ของงานไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง ได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ของตน ด้วยการเสนอบริการด้านการตลาดขายตรงของตนเอง แก่ผู้ประกอบการสินค้าและบริการต่าง ๆ โดยใช้ระบบลอจิสติกส์ของกิจการที่เพียบพร้อมและมีศักยภาพมาทำเงินในส่วนนี้ เพิ่มขึ้น

ด้วยวิธีการนี้ นอกเหนือจากการส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้านเรือนลูกค้าแล้ว ผู้บริหารธุรกิจหนังสือพิมพ์ยังทำหน้าที่ส่งเอกสารโฆษณาของไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง ไปยังลูกค้าและบ้านเรือนที่ไม่ใช่ลูกค้าที่บอกรับหนังสือพิมพ์ไปพร้อม ๆ กัน

นอกเหนือจากกิจการที่จำหน่ายสินค้าและบริการดั้งเดิมจะหันมานิยมใช้ไดเร็ก มาร์เก็ตติ้งแล้ว กิจการในตลาดออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าและบริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้การตลาดวิธีดังกล่าวมากขึ้น

การค้าสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมา มีปัญหาหลักที่ทำให้ผู้บริโภครายใหม่เพิ่มขึ้นยาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ลูกค้าไม่ไว้ใจราคาขายของผู้ค้าออนไลน์ว่าจะ ถูกกว่าตลาดดั้งเดิมจริง และกระแสข่าวว่าการคิดราคาสินค้าและบริการของผู้ค้าบนออนไลน์จะแตกต่างกันใน ลูกค้าแต่ละราย เช่นบริการจัดโปรแกรมทัวร์และการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งผู้ค้าในตลาดออนไลน์จำเป็นต้องหาทางแก้ไขความเชื่อดังกล่าวอย่างเร่ง ด่วน

กิจการบนตลาดออนไลน์ มีปัญหาหลักของการประกอบการคือ ลูกค้าเป้าหมายไม่รู้จักตน ทำให้ยอดการจำหน่ายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ เพราะไม่มีลูกค้าเข้าไปค้นหาเว็บไซต์ของกิจการ

ดังนั้น การใช้ช่องทางของไดเร็ก มาร์เก็ตติ้ง มาช่วยในงานส่งเสริมทางการตลาด จึงถูกกำหนดให้เป็นกลยุทธ์ใหม่สำหรับการเข้าให้ถึงลูกค้าเป้าหมาย สร้างความคุ้นเคยกับลูกค้าให้ได้ ก่อนที่จะนำไปสู่การสั่งซื้อสินค้าและบริการในโอกาสต่อไป

5.หลายสินค้าหันมาสนใจกลุ่มรายได้ต่ำ

ตามปกติ นักการตลาดไม่ว่าจะเป็นกิจการจากประเทศไหนๆ มักพยายามหลีกเลี่ยงกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำที่เป็นตลาดระดับล่าง และพยายามปีนป่ายไปแสวงหาทางวางตำแหน่งทางการตลาดในกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ ปานกลางและรายได้สูงมากกว่า เพราะกลุ่มคนยากจน มักมีอำนาจการซื้อที่ต่ำกว่าทุกกลุ่ม

แต่ทุกวันนี้ นักการตลาดของกิจการชั้นนำบางประเภทกลับมีแนวคิดที่สวนทางกับแนวคิดดังกล่าว แล้ว และหันไปทุ่มเทความพยายามเพื่อขยายฐานทางการตลาดในกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ ต่ำมากขึ้น เพราะพบว่ากลุ่มลุกค้าที่มีรายได้ต่ำเหล่านี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองความ ต้องการ แถมมีช่องทางหรือโอกาสทางการตลาดเปิดกว้างอีกมากมาย

ในปีที่ผ่านมามีสินค้าประเภทคอนซูเมอร์ โพรดักส์ เครื่องสำอาง หรือเสื้อผ้า หลายต่อหลายแบรนด์ทั้งของค่ายยูนิลีเวอร์ หรือพีแอนด์จีขยับเข้ามาเล่นในตลาดไซส์เล็ก หรือในรูปแบบซองราคา 2 บาทกันมากขึ้น หรือการสร้างเซกเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า massive เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆที่ยังไม่เคยใช้สินค้าของตนมาก่อน โดยใช้กลยุทธ์ราคาเป็นใบเบิกทางเข้าหาผู้บริโภคที่เป็นแมส เพราะเป็นความจริงที่ว่าฐานรวมหรือขนาดของตลาดลูกค้ากลุ่มรายได้น้อยมีจำนวน มากที่สุด เทียบกับจำนวนลูกค้าในกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้สูง เพราะเป็นตลาดระดับแมสหากสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้จะ ได้ยอดการจำหน่ายมหาศาล และสามารถกระจายระดับความเสี่ยงทางธุรกิจออกไปได้อีกด้วย

อีกทั้งการที่สินค้ามุ่งไปที่ระดับบนนั้น สินค้าบางประเภทอาจเผชิญหน้ากับภาวการณ์อิ่มตัวของตลาดที่เป็นกลุ่มรายได้ ระดับปานกลางและระดับบน แถมยังมีปัญหาการแข่งขันที่สูง มีลูกค้าเพียงไม่กี่ราย หากจำหน่ายไม่ได้ จะทำให้เกิดความเสียหายกับกิจการได้อย่างมากมาย

ที่สำคัญการศึกษาได้พบว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับของความจงรักภักดีต่อตรายี่ห้อ ระหว่างกลุ่มผู้มีรายได้แตกต่างกันแล้ว กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกลับมีความจงรักภักดีต่อตรายี่ห้อสูงสุด ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงแบรนด์รวดเร็วนัก ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้เป็นคุณลักษณะพึงประสงค์ที่นักการตลาดของทุกธุรกิจอยาก ได้ในระยะยาว
เพราะเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ทำกำไรให้กับ กิจการในระยะยาว มากกว่ากลุ่มลุกค้าที่เปลี่ยนใจง่ายและพฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย

การดำเนินงานทางการตลาดที่ยึดเอาฐานลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้น้อยเป็นหลักก็คือ การดำเนินงานที่ยึดเอาปริมาณมากเข้าว่า แม้ว่าราคาจำหน่ายต่อหน่วยจะต่ำและให้กำไรต่อหน่วยต่ำ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาต่อหน่วยสูงๆ เช่นที่นักการตลาดของกิจการชั้นนำส่วนใหญ่ใช้กับมานานแสนนาน

6.ใช้ ?เซกเมนต์? นำ

สุรีทิพย์ ละอองทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มองถึงสถานการณ์ปีหน้าว่า การแบ่งกลุ่มเซ็กเมนท์เป็นเรื่องหลัก นักการตลาดต้องมองหาให้ได้ว่ากลุ่มลูกค้าของตนอยู่ที่ไหน แล้วสร้าง Brand Awareness ด้วยการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงที่สุด เพราะในปีหน้าทุกบริษัทต่างต้องลดต้นทุนลงเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกกำลัง ชะลอตัว หากเป็นแบรนด์อยู่ในตลาดมานาน และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอยู่แล้ว การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในแบบแมสน่าจะลดลง

?แต่จะต้องเน้นการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง นั่นคือ การมองหาเซกเมนต์ของลูกค้า และสื่อสารข้อความถึงด้วยสื่อที่ให้ข้อมูลกับลูกค้าได้ครบถ้วน เพราะสื่อโทรทัศน์ทำหน้าที่เพียงบอกกล่าว กิจกรรมหรือแคมเปญในช่วงเวลาสั้นมากกว่า จะสื่อสารเพื่อให้เกิดการตัดสินใจซื้อ?

7. CSR เพื่อสิ่งแวดล้อมสรรพคุณที่หลายค่ายนิยม

โฆษณากระดาษ IDEO โฆษณากระดาษดั๊บเบิ้ลเอ โฆษณาปตท. หรือโฆษณาของเอ๊กโก กรุ๊ป และอีกหลายภาพยนตร์โฆษณาที่ปรากฏอยู่บนสื่อโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ในช่วงเวลานี้ ล้วนใช้แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นบิ๊กไอเดียในการสื่อสารภาพลักษณ์ขององค์กรมายังผู้บริโภค และเชื่อว่าในปีหน้าแนวคิดแบบนี้ก็ยังจะคงได้รับความนิยมจากหลายองค์กรเช่น เดิม สอดคล้องกับในต่างประเทศที่พบว่า ผู้ประกอบการชั้นนำของโลกที่ยังคงพึ่งพาแนวคิดของการเป็นกรีน โปรดักส์ และพยายามวางตำแหน่งทางการตลาดที่แสดงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมี การสะท้อนออกมาในงานโฆษณาสินค้าของตนอย่างเหนียวแน่น

ไม่เพียงแต่ในงานโฆษณาเท่านั้นแต่ในการดำเนินงานจริง ค่ายพีแอนด์จี ค่ายเทสโก้ ก็นำเรื่อง ?กรีน? ในรูปแบบของการประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม มาใช้ด้วยเช่นกัน รวมถึงบรรดาผู้ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าก็ยังหันร่วมรณรงค์ให้นักช้อปใช้ ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก โดยจะให้ส่วนลดกับผู้ที่นำถุงผ้ามาซื้อสินค้า หรือบางรายหันมาใช้ถุงพลาสติกแบบไบโอที่สามารถสลายได้อย่างรวดเร็ว

นักการตลาดโฆษณาเองก็เอ่ยถึงเรื่องนี้กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถึงแนวคิดที่ผู้ว่าจ้างใช้ในการมอบงานโฆษณาให้กับบรรดาแอด เอเยนซี่ ในเทศกาลงานโฆษณาระหว่างประเทศงานใหญ่งานหนึ่งของโลกที่ผ่านไปแล้ว อย่าง คานน์ส ไลอ้อน อินเตอร์เนชั่นแนล แอดเวอร์ไทซิ่ง เฟสทิวัล ซึ่งถือว่าเป็นงานการค้าและการมอบรางวัลระดับโลกก็ยังเป็นเครื่องยืนยัน เรื่องนี้ได้ดี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นล่าสุดของบรรดาสินค้า ?กรีน โปรดักส์? ทั้งหลายได้เปลี่ยนจากเดิมๆมาเป็นเรื่องของวิกฤติโลกร้อน หรือแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก และทำท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในระยะต่อจากนี้ไป ซึ่งประเด็นเรื่องวิกฤติโลกร้อนนี้กำลังกลายมาเป็นประเด็นหลักอย่างหนึ่งที่ ผู้ประกอบการแสดงความเป็นห่วงกันมากขึ้น

การที่ผู้ประกอบการ แสดงความรับผิดชอบและห่วงใยสังคมในด้านของความพยายามและร่วมมือที่ จะลดวิกฤติโลกร้อน ทำให้แนวคิดของสินค้าแบบกรีน โปรดักส์ เป็นสิ่งที่ยังคงต้องนำมาใช้ในงานโฆษณาอยู่อย่างช่วยไม่ได้ เพราะนักการตลาดเชื่อกันว่า การที่มีระดับของความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติโลกร้อนเพิ่มขึ้น ย่อมจะทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสินค้าและผู้ประกอบการที่มีส่วนสร้างผล งานในแง่ดีหรือในแง่ลบ สอดคล้องกับสภาวะอากาศในโลกตามไปด้วย

สิ่งที่สะท้อนออกมาในด้านรูปธรรมควบคู่กับงานโฆษณาที่เป็นเชิงแนวคิดของกรีน โปรดักส์ก็คือ

ประการแรก การเรียกร้องความเชื่อถือและเครดิตจากลูกค้าในฐานะของกิจการที่ใช้พลังงานทดแทนพลังงานเดิมที่ทำลายชั้นบรรยากาศ

ประการที่สอง การลดสัดส่วนและความถี่ของการใช้หีบห่อสินค้าที่ทำมาจากพลาสติก

ประการที่สาม การบริจาคเงินและการสนับสนุนทางการเงินในกิจกรรมทางสังคมที่ดำเนินการเพื่อ ช่วยคลี่คลายหรือเกี่ยวเนื่องกับความแปรปรวนของบรรยากาศและอุณหภูมิในโลก

จริงๆ แล้วการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะสามารถดำเนินการในเรื่องของการลดความสิ้น เปลืองดังกล่าวเป็นไปได้ยาก และจะต้องการใช้ความร่วมมือร่วมใจกันโดยบุคคลและกิจการส่วนใหญ่ของสังคมด้วย ยิ่งกว่านั้น ลำพังการทำกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่างไม่อาจได้ชื่อว่า ?กรีน? ในความหมายของความใสสะอาดหรือกรีน คอนเซปต์อย่างแท้จริง หากแต่เป็นเรื่องของการสร้างอิมเมจของคำว่า ?กรีน? ในทางการตลาดมากกว่า

8. ?สร้างแบรนด์? พาธุรกิจสู่โอกาส

วิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขันทางการตลาดในปีหน้านั้น จะเป็นไปอย่างรุนแรง แม้ว่างบประมาณทางการตลาดอาจจะหดหายไปบ้าง แต่ผู้ประกอบการจะเลือกใช้กลยุทธ์ด้านราคา แคมเปญ หรือ โปรโมชั่นต่างๆทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าให้เกิดอารมณ์จับจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกันกับความคิดเห็นของสเตฟานี่ เบลล์ ประธานกรรมการบริหาร มายด์แชร์ ภูมิภาค อินโดจีน และฟิลิปปินส์ ที่มองว่าทิศทางของการแข่งขันหรือเทรนด์ในปีหน้านั้น นักการตลาดจะมีการนำกลยุทธ์แบบลดแลกแจกแถม มาใช้มากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อตัดสินใจซื้อจะต้องมีแบรนด์ของตนเองเป็น ตัวเลือกอันดับหนึ่ง

ขณะที่การเลือกใช้งบโฆษณานั้น ผู้ประกอบการที่มีงบประมาณจำกัดและไม่สามารถใช้งบผ่านสื่อแมสได้ ก็จะมีทางเลือกในการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเคเบิลทีวีและกลุ่มนิว มีเดียที่เป็น ดิจิตอล เพราะมีความได้เปรียบในเรื่องของราคา และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน อีกทั้งสื่อใหม่ๆเหล่านี้ยังสามารถที่จะวัดผลได้ ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสินค้าเริ่มให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย มองว่า ในภาวะวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น การดำเนินกลยุทธ์โปรโมชั่นต่างๆ ผู้ประกอบการจะต้องหาจังหวะในการรุกธุรกิจ เพราะหากมีการเล่นเรื่องโปรโมชั่นมากเกินไป จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงในแง่ของภาคธุรกิจ ดังนั้นจึงมองว่าการแข่งขันด้านโปรโมชั่นนั้นไม่ใช่ทางออกหรือคำตอบที่ถูก ต้องในช่วงเวลานี้

โดยทางออกหรือเทรนด์การตลาดในปี 2552 ที่ผู้ประกอบการควรตระหนักคือ การการสร้างแบรนด์ของตนเองให้มีคุณค่าและมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าที่มี ชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากกว่าการเลือกซื้อสินค้าราคาถูกแต่ไม่มี คุณภาพ

?ตัวอย่างของการสร้างแบรนด์ในยุคภาวะวิกฤตจน ประสบความสำเร็จคือเซ็นทรัล เพราะหากย้อนไปในปี 2540 จะพบว่าแทนที่จะอัดแคมเปญแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขาย แต่กลับพบว่าแคมเปญที่นำเสนอออกไปก็ยังคงดำเนินในรูปแบบปกติไม่ได้รุนแรง หรือต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เซ็นทรัลทำอย่างต่อเนื่องในขณะนั้นกลับเป็นการสร้างแบรนด์ ดังจะเห็นจากภาพที่มีการนำเสนอผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆที่มีแสดงให้เห็นถึง ความผูกพัน การมีรีเลชั่นชิพระหว่างเซ็นทรัลและคนไทย เรียกได้ว่าการผ่าวิกฤตในครั้งนั้นทำให้เซ็นทรัลเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบ ความสำเร็จอย่างมาก ?นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทยกล่าว

เมื่อมองเห็นแนวโน้มแบบนี้แล้ว คาดว่าปีต่อไป ต้องเป็นปีทองของพวเราทุกคนเป็นแน่แท้ค่ะ

สู้ๆ นะคะ.. ฝ่าวิกฤติไปด้วยกันคะ่

apple_lin

Be Sociable, Share!

Comments (4)

  1. kradarndum

    น่าคิด น่าสนใจดีครับ

    Reply
  2. Sanchai

    คงมีคนหันมาทำธุรกิจออนไลน์กันมากขึ้นนะครับ คึกคักดี แต่คู่แข่งก็เยอะขึ้น ดีครับ

    Reply
  3. Goople so cute (apple_lin)

    อืมมมม… คงต้องหาอะไรแปลกๆ ทำกันสักแล้วค่ะ!!

    Reply
  4. แก้วเซรามิค

    ขอบคุณมากครับ ใว้มีปัญหาไรขอปรึกษาอีกนะครับ ขอบคุณครับ

    Reply

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>