การเปิดตัว AdSense Direct

Google  ได้ประกาศเปิดตัว  AdSense Direct  สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ที่เปิดขายพื้นที่ลงโฆษณาโดยตรงให้กับ Advertisers ผ่านระบบ AdSense

บริการ AdSense ของ Google นั้นปกติแล้ว Google จะตัดสินใจให้เเจ้าของเว็บว่าจะนำโฆษณาใดมาแสดง และโฆษณาที่นำมาจะมีมูลค่าเท่าใด ตอนนี้ Google ได้เปิดบริการใหม่ AdSense Direct ที่เปิดให้เจ้าของเว็บสามารถรับโฆษณามาแสดงได้โดยตรง

Google ยัง ได้ตีพิมพ์ คำแนะนำขั้นตอน ใน การตั้งค่า หลังจาก การจัดการ โฆษณาโดยตรงและการตั้งค่าแคมเปญใน AdSense และ การส่ง link อัปโหลดโฆษณา ให้ผู้ลงโฆษณากำหนดเอง

เจ้าของเว็บสามารถเจรจาพื้นที่โฆษณา, ระยะเวลา, และราคาโฆษณาได้เอง เมื่อเจรจาสำเร็จแล้วจึงนำมากรอกใน AdSense Direct จากนั้น AdSense จะสร้างลิงก์ให้ส่งไปยังลูกค้า ลูกค้าจะสามารถอัพโหลดโฆษณาได้เองและจ่ายเงินผ่าน Google Wallet

ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น คือ การชำระเงิน ผ่าน Google Wallet และ การได้รับเงิน เป็นงวดผ่าน  AdSense ผู้โฆษณาจะ ไม่สามารถตั้งค่าแผนการชำระเงิน แยกต่างหากสำหรับการขายโฆษณาโดยตรง   นอกจากนี้ Google ยังตั้ง ราคา แคมเปญขั้นต่ำและ ราคาที่แนะนำไว้ว่า    รายได้เฉลี่ยประจำวันสำหรับหน่วยโฆษณา/ สถานที่ ที่คุณ ได้เลือกไว้ สำหรับแคมเปญของคุณ  คูณด้วย 2.5  หรือคาดได้ว่า Google คิดค่าบริการ 15% จากราคาขาย และยังใช้งานได้เฉพาะในสหรัฐฯ

********************************************************************************************************************

Google AdSense ปรับปรุงโฆษณาแบบข้อความเพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้นทั้งบนมือถือและเว็บ

โฆษณาที่มีพื้นสีฟ้าและสีเทาและใช้ตัวอักษรโรโบโต้บน  Google นั้น พร้อมใช้ใน  Android OS แล้ว  ก่อนที่จะมีการปรับปรุง Roboto Light เป็นรุ่น Roboto เฉพาะสำหรับโฆษณาแบบข้อความ AdSense

 

ขนาดและตำแหน่งของ call-to-action button ปรับขึ้นอยู่กับหน่วยโฆษณาได้เป็นอย่างดีตามที่แสดงในตัวอย่างข้างต้น

by Ginny Marvin

06 May 2014

5 เทรนด์ใน Modern Search Marketing

ตั้งแต่ปี 2012 และ 2013 นับว่าเป็นปีที่วุ่นวายสำหรับการทำ SEO เนื่องจาก  Google จะอัปเดตระบบอัลกอริทึ่ม Penguin เป็น Panda และตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น Hummingbird และทุกครั้งที่อัปเดตมันก็เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอันดับของเว็บไซต์ที่อาจจะตกลงแต่ยังเป็นเรื่อง traffic ที่เข้ามาในเว็บของเราฟรีๆ ที่เคยสร้างรายได้ให้บริษัทก็ลดลงด้วย ดังนั้นเราจึงควรจะหันมาสนใจเรื่อง SEO กัน ว่าในอนาคตของ SEO ในปี 2014 มีอะไรบ้าง?

ภาพรวมของ Search Marketing ได้เปลี่ยนไปเยอะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมัยก่อนอาจจะคุยกันเรื่องทำ Paid Search ดึงคนเข้าเว็บบริษัท และทำ Online Marketing Strategy กันออกมา แต่ตอนนี้นักการตลาดหลายๆ คนก็รู้กันแล้วว่า Search ไม่ใช่เป็นเพียงแค่รูปแบบหนึ่งของการตลาด แต่มันจะเป็นส่วนที่ประสานการสื่อสารในภาพใหญ่ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน และยังต้องมีการวัดผลที่จับต้องได้ผนวกเข้ากับกลยุทธ์การสื่อสารของบริษัทจึงจะถือว่าเวิร์ค

ในวันนี้ Search Marketing มีความหมายมากขึ้นกว่าที่มันเคยเป็น สมัยก่อน Google เป็นเจ้าแห่ง Search Marketing แต่ต่อมา Facebook, Twitter และ social networks ต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาอยู่ในความสนใจของนักการตลาด Search Engine

แล้วอะไรล่ะที่นักการตลาดสมัยใหม่ควรทำ?  นักการตลาดจะสามารถอยู่เหนือการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร  เราจะอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ ใน Search Marketing ที่จะช่วย engage, acquire และ retain ลูกค้าให้อยู่กับเราและสร้างกำไรได้ในระยะยาว?

 

นี่คือเทรนด์ 5 ข้อที่จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงใน Search Marketing

 

1. Search เป็นอะไรที่มากกว่า Google มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้บริษัทของคุณมีสมดุลในเรื่องนี้  จริงอยู่ว่าการทำ paid search ส่วนใหญ่เป็น Google แต่ Bing และ Yahoo! กำลังมีส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน Facebook ก็เริ่มที่จะเข้ามาในตลาดเสิร์ชเอ็นจิ้นเช่นเดียวกัน ในปี 2012 อัตราคลิกผ่านของธุรกิจขนาดเล็กบน Bing เติบโตขึ้นถึง 109%, บน Yahoo! 123% แต่ Google มีอัตราการเติบโตเพียง 32%  ในขณะที่  Facebook กำลังเข้ามา

2. Local Search และ mobile search จะเติบโตอย่างมาก  การค้นหาร้านค้าในท้องถิ่น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Local Search นั้นกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจต่างๆ จำเป็นจะต้องเปิดให้คนค้นหาตัวเองให้เจอจาก Search Engine แผนที่ และการค้นหาจากการเช็คอินใน Geo-location การทำ Segmenting ลูกค้าผ่านทาง Geo-targeting ด้วย Paid search ก็ช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าที่ตรงกลุ่มตรงเวลามากขึ้น การใช้ Mobile Devices เพื่อการค้นหาก็เติบโต เช่นเดียวกันกับการลงทะเบียน Location ของคุณ การทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถดูได้บนมือถือก็เป็นสิ่งสำคัญ

ผลการค้นหาของ Local search จะแสดงบนหน้าแรก (ตัวอย่าง : ธนาคารกรุงศรี) ยิ่งพอมีการอัปเดตอัลกอริทึ่ม Hummingbird แล้วก็จะมีการแสดงแผนที่ที่แสดงธนาคารกรุงศรีที่อยู่ใกล้คุณมากที่สุด  หรือถ้าคุณลองค้นหา “ร้านอาหารใกล้ๆ ฉัน” เมื่อหลายเดือนก่อน Google จะโชว์เว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดคำว่า “ร้านอาหารใกล้ๆ ฉัน” แต่ตอนนี้ มันจะโชว์ผลการค้นหาร้านอาหารที่มีเรตติ้ง ที่อยู่เว็บ และแผนที่จริงของร้านอาหารที่อยู่ใกล้ตัวผู้ค้นหา กล่าวคือ มันจะค้นหาจากความหมายที่ผู้ค้นหาต้องการมากกว่าการค้นหาจากคีย์เวิร์ดตรงๆ

นอกจากนี้ ถ้าก่อนหน้านี้เราพยายามค้นหาชื่อหนังสักเรื่อง มันก็จะโชว์โรงที่ฉาย แต่ลองค้นตอนนี้สิ มันจะโชว์ว่ารอบถัดไปภายในอีกชั่วโมง จะมีหนังอะไรฉายบ้างโรงไหนใกล้ที่สุดพร้อมกับแผนที่ในด้านบน ทั้งหมดนี้เกิดจาก “Hummingbird” นั่นเอง

3. บูรณาการเอา paid search และ SEO มาสร้าง search performance Vanessa Fox ผู้สร้าง Google’s Webmaster Central และผู้แต่งหนังสือ “Marketing in the Age of Google” เคยเผยไว้ว่า อัตราคลิกผ่าน (click through rates), conversion rates และรายได้นั้นจะสูงขึ้นเมื่อ ผลการค้นหาทั้งแบบ organic และ paid listings ของเราปรากฏพร้อมกันในการค้นหาผ่าน Search Engine ผู้โฆษณาจะต้องใช้ทั้ง SEM (แบบจ่ายเงิน) และ SEO (แบบธรรมชาติ หรือ organic) อาทิ ควรจะมีคีย์เวิร์ดเดียวกันในการทำทั้ง SEM และ SEO

4. การทำ search ให้ถูกทาง  หมายถึงการทำ social ให้ถูก มันยังไม่ค่อยชัดนักที่จะบอกว่า Google หรือ Facebook จะชนะในการเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อของคนบนโลกออนไลน์ แต่มันชัดมากที่จะบอกว่าการบูรณาการ Search กับ Social ให้ทำงานด้วยกันเป็นสิ่งที่ต้องทำ

5. Content Marketing คือกุญแจสำคัญ เรากำลังพยายามที่จะไขปริศนาของ Search บางคนกำลังบอกว่าการทำ guest blogging ตายแล้ว ในขณะที่บางคนบอกว่า social media กำลังได้รับความนิยมต่างหาก

น่าเศร้าที่ว่าตอนนี้ไม่มี solution อะไรตายตัวที่จะทำอย่างที่เราต้องการได้ 100% นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไม SEO กลายเป็นอะไรที่มากกว่าการสร้างลิงก์ และทำ on-page optimization อย่างไรก็ตาม มีกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ search engine rankings และ online presence ของเราดีกว่าคนอื่นๆ นั่นก็คือ Content Marketing

เว็บเพจที่ได้รับการจัดอันดับต้นๆ บน Google มักจะมีคำอยู่ในเว็บเพจนั้นราวๆ 2,032 – 2,494 คำ และต้องมีเนื้อหาที่มีประโยชน์ เว็บเพจนั้นๆ ก็จะได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้น นี่คือสาเหตุว่าถ้าบริษัทไหนเขียนบล็อก มักจะได้รับ lead มากขึ้น 97% เมื่อเทียบกับบริษัทที่ไม่มีบล็อก เหตุผลก็คือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเยอะมีสิทธิ์ที่จะได้ลิงก์กลับจากเว็บและช่องทาง Social อื่นๆ ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้รับแทรฟฟิคเพิ่มขึ้นในภาพรวม

ที่มา : http://thumbsup.in.th/

21 Apr 2014