Tag Archives: หาเงิน

5 Simple Ways to Trainer.

5 วิธีง่ายๆ สู่เส้นทางเศรษฐี

หลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าพ่อค้า – แม่ค้าหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย  หลายคนยอมทิ้งงานประจำที่เคยทำอยู่  หรือเลือกที่จะเข้าสู่สังเวียนการค้าขายตั้งแต่ยังเป็นนิสิต  นักศึกษา และอีกหลายคนเลือกอาชีพอิสระนี้หล่อเลี้ยงตัวเองเมื่อจบจากมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ดี  อาชีพนี้ก็ได้สร้างบทเรียนมากมายให้กับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิ กำลังซื้อหดตัว คู่แข่งมาก หรือแม้กระทั่งทำเลขายไม่ดี  ส่วนปัจจัยภายในก็ได้แก่  สุขภาพของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า เงินทุนต่อยอด เป็นต้น  ด้วยปัจจัยเหล่านี้ก็ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายม้วนเสื่อกลับบ้าน หาธุรกิจหรืออาชีพอื่นแทน

 

โดยวันนี้เรามี 5 กลยุทธ์พิชิตยอดขายมาฝากผู้ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อยรวมถึงผู้ที่อยู่ในสังเวียนและกำลังสู้ศึกกันอยู่ เริ่มกันที่…

1.ต้องมี story การทำธุรกิจ  โดยเฉพาะการค้าขายนั้น การมี story หรือมีเรื่องราวนั้นถือว่าเป็นจุดขายที่ดีเลยทีเดียว การมี story ที่ว่านั้นก็คือ  การแนะนำความเป็นมาของร้านให้เป็นที่รู้จัก  เช่น หากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวหมูโบราณ  ก็อาจจะมีเรื่องราวความเป็นมาของก๋วยเตี๋ยวหรือข้อแตกต่างของก๋วยเตี๋ยวหมูโบราณและแบบทั่วไป อาทิเช่น ก๋วยเตี๋ยวแบบโบราณจะใส่กุ้งแห้ง และหมูบะช่อ เป็นต้น ซึ่ง story เหล่านี้อาจจะอยู่ตรงไหนก็ได้ที่ลูกค้าหรือคนทั่วไปเห็นเรื่องราวหรือความเป็นมานั่นเอง

2. สินค้าที่มีต้องแปลกกว่าตลาด  เชื่อว่าหลายคนต้องมีคำถามแน่นอนว่า  จะให้แปลกกว่าตลาดอย่างไร  ในที่นี้จะขอยกธุรกิจการขายกาแฟโบราณที่เราเห็นทั่วไปตามรถเข็น  หรือร้านสแตนด์อโลน (stand alone) ทั่วไป  ซึ่งปกติจะใช้แก้วเป็นภาชนะในการใส่น้ำหลากแบบ  เช่น กาแฟเย็น  ชาเขียวเย็น ชาเย็น หรือน้ำอื่นๆ  แต่ในช่วง 2-3  เดือนที่ผ่านมา  เชื่อว่าหลายคนคงจะเห็นการถือกาแฟโบราณ  และน้ำหวานหลากแบบผ่านถุงกระดาษแทนแก้ว  ซึ่งนอกากจะสามารถเก็บความเย็นได้นานขึ้นแล้ว  ยังถือว่าเป็นการทำการตลาดที่แปลกกว่าตลาดดั้งเดิมที่มีอยู่  และเป็นการเพิ่มมูลค่าเป็น 25-30 บาท  นั่นเอง

3. ใช้ช่องทาง Social Network ช่วยขาย  เรียกได้ว่าช่องทางนี้แทบะไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย  เพียงแค่มีเวลาในการอัพเดท  ลงข้อมูล  ทำจุดเช็กอินให้คนรู้ว่าร้านเราอยู่ที่ไหน  ก็ถือว่าช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น  โดยปัจุบันคนทั่วไปสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น  ทำให้มีการสืบค้นข้อมูลต่างๆ  ซึ่งหากธุรกิจของเรามีข้อมูลอยู่บน Social Network  ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้คนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของเราได้มากขึ้น  เช่น  ถ้าเราทำธุรกิจขายเส้อผ้า  นอกจากจะมีหน้าร้านแล้ว  เราสามารถลงข้อมูลร้านค้า  แบบเสื้อผ้า เบอร์โทร  และรายละเอียดต่างๆลงเว็บฟรีเว็บไซต์  หรือใช้ช่องทาง  Social Network เช่น face หรือ instagram เป็นต้น

4.จัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสม  การจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ที่ดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง  นอกจากต้นทุน กำไร  ที่เราต้องคำนวณในแต่ละวันแล้ว  การวางแผนประชาสัมพันธ์ก็ควรที่จะติดตามและประเมินสถานการณ์ในแต่ละสัปดาห์ด้วยเช่นกัน  ซึ่งลักษณะการวางแผนโปรโมทสินค้าหรือธุรกิจของเรานั้นต้องมีขั้นตอนง่ายๆ  ไม่ซับซ้อน  คือรู้ว่าสินค้าหรือบริการของเราตรงกับกลุ่มเป้าหมายใดเช่น  นักเรียน นักศึกษา  หรือคนทำงาน  พนักงานออฟฟิศ  เป็นต้น  เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายแล้วก็ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าหรือการบริการของเราเป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมาย เช่น  การทำโบชัวร์  การทำตราดหรือยี่ห้อของร้านแปะลงไปบนสินค้า  การทำโปรโมชั่น เป็นต้น

5. ทำธุรกิจและให้บริการด้วยความจริงใจ  นอกเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว  การทำธุรกิจและการบริการด้วยความจริงใจ  ซื่อสัตย์  และสุจริต  นั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

และอย่าลืมว่า  หากธุรกิจเราติดลมบนแล้ว  อย่าลืมพัฒนาต่อยอดสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพที่ดีในอนาคต

 

MONNEY

TEXT:YOKKA

22 Oct 2013

Invest with LTF

ใกล้สิ้นปีแล้ว ใกล้ black friday เทศกาลทำเงินที่พวกเรารอคอยอยู่กันด้วยใช่ไหมค่ะ? ในระหว่างนี้ ถ้าใครอยากจะลงทุนระหว่างรอ ก็ลองมองดูการซื้อ กองทุน LTF กันดูนะคะ โดยสามารถศึกษารายละ้เอียดจากบทความ ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ ^__^ 

ความนิยมในการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนในกองทุน LTF สูงถึง 129,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ 51.56%? ประโยชน์หลักของการลงทุนกองทุน LTF คือการลดหย่อนภาษี และกำไรจากการลงทุน แต่ใช่ว่า การลงทุนในกองทุน LTF จะเหมาะกับทุกคน เพราะการลงทุนในกองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นการลงทุนในกองทุนหุ้น นักลงทุนจึงมีโอกาสขาดทุนได้ บทความฉบับนี้จึงขอแนะนำวิธีการลงทุนกองทุน LTF ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดค่ะ?? พิจารณาฐานภาษีสูงสุดของคุณว่าอยู่ที่เท่าไร

หลักการคิดจำนวนเงินที่จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนกองทุน LTF คือ

ยกตัวอย่างเช่น คุณมีฐานภาษีสูงสุด 20% และซื้อกองทุน LTF เป็นเงิน 50,000 บาท ดังนั้น คุณจะสามารถลดหย่อนภาษีจากการลงทุนครั้งนี้ได้ 10,000 บาท (ทั้งนี้ ยอดเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีอาจน้อยกว่า 10,000 บาท หากรายได้ที่ตกในฐานภาษี 20% เป็น เงินน้อยกว่า 50,000 บาท) ดังนั้น คนที่มีฐานภาษีอยู่ในระดับสูงจะได้รับประโยชน์จากการซื้อกองทุน LTF เป็นอย่างมาก เสมือนซื้อหุ้นได้ถูกกว่าคนอื่น เช่น หากคุณ???? ซึ้อกองทุน LTF ที่ดัชนี 1,000 จุด และฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 30% ต้นทุนในการซื้อกองทุนของคุณจะเสมือนซื้อที่ดัชนี 700 จุด ในทางตรงกันข้าม หากฐานภาษีสูงสุดของคุณอยู่ที่ 10% คุณจะสามารถซื้อหุ้นที่ดัชนี 900 จุด ดังนั้น ในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก การซื้อกองทุน LTF ของผู้ที่มีฐานภาษีสูงสุดที่ 10% อาจไม่คุ้มค่า เนื่องจาก เมื่อคุณถือกองทุนครบ 5 ปีปฏิทิน และต้องการขาย คุณมีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนครั้งนี้ เพราะต้นทุนในการลงทุนของคุณอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น หากฐานภาษีสูงสุดของคุณอยู่ที่ 10% ก่อนซื้อกองทุน LTF อย่าลืมตรวจสอบภาวะตลาดหุ้นว่า อยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง หากดัชนีปรับตัวสูงขึ้นมามากและโอกาสปรับขึ้นได้ต่อมีน้อย ขอแนะนำให้ชะลอการซื้อกองทุน LTF ไปก่อนค่ะ

 

ทยอยซื้อกองทุน หรือซื้อก้อนเดียวปลายปีดีกว่ากัน

นักลงทุนหลายคนนิยมซื้อกองทุน LTF ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ มักจะจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจในช่วงนั้น และนักลงทุนสามารถนำเงินโบนัสที่ได้ในช่วงปลายปีมาซื้อได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ต้นทุนในการซื้อกองทุน LTF มากขึ้น ดังนั้น พวกของสมนาคุณที่คุณได้รับมีโอกาสไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น ขอแนะนำให้ลงทุนแบบทยอยซื้อดีกว่าค่ะ แต่จะทยอยซื้ออย่างไรนั้น สามารถแบ่งตามประเภทของนักลงทุนได้ 2 แบบค่ะ

1.มีเวลาติดตามสภาวะตลาด หากคุณเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การลงทุนในหุ้น และมีเวลาติดตามสภาวะตลาดแล้ว แนะนำให้ทยอยซื้อ เมื่อดัชนีหุ้นอ่อนตัวลงค่ะ

2.ไม่มีเวลาติดตามสภาวะตลาด หากคุณงานยุ่งจนไม่สามารถติดตามภาวะตลาดหุ้นได้ แนะนำให้ลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging หรือซื้อแบบเฉลี่ยราคา เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่งมีบริการหักเงินจากบัญชีเงินฝากออม ทรัพย์อัตโนมัติ เพื่อลงทุนในกองทุน LTF จะช่วยให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นค่ะ

 

 

 

ศึกษาข้อมูลกองทุน LTF ต่างๆ ก่อนเข้าลงทุน

ปัจจุบัน กองทุน LTF ในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 52 กองทุน จาก 20 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดังนั้น การเลือกซื้อกองทุน LTF คงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คน ขอแนะนำเทคนิคในการซื้อกองทุน LTF ดังนี้

1.เลือกนโยบายการลงทุน กองทุน LTF มีนโยบายลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ดังนั้น ผลการดำเนินงานของกองทุนมักจะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามภาวะตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นลง คุณสามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่ระบุว่าลงทุนในหุ้นไม่เกิน 70% หรือ 75%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน หรือเลือกกองทุนที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Short Futures) ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าหน่วยลงทุนไม่แกว่งตัวตามการขึ้นลงของตลาดหุ้น

2.เลือกนโยบายการจ่ายเงินปันผล กองทุน LTF มีทั้งแบบจ่ายเงินปันผลและไม่จ่ายเงินปันผล หากคุณเลือกแบบจ่ายเงินปันผล คุณมีโอกาสได้รับผลตอบแทนระหว่างการลงทุน แต่เงินปันผลที่ได้รับจะต้องเสียภาษี ซึ่งสามารถเลือกว่าจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือนำมารวมคำนวณในการยื่นภาษีเงินได้ประจำปี โดยขอแนะนำให้เลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ดีกว่าค่ะ เนื่องจาก หากคุณเลือกมารวมคำนวณในการยื่นภาษีเงินได้ คุณจะต้องเสียภาษีในอัตราที่เป็นฐานภาษีสูงที่สุดของคุณ ซึ่งมีโอกาสมากกว่า 10% ค่ะ

3.เลือกกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดี เมื่อเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับตนเองแล้ว การเลือกกองทุนที่จะลงทุนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากค่ะ โดยผลการดำ เนิน งานย้อนหลังจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานย้อนหลังที่ดีไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันได้ว่า กองทุนจะมีผลงานที่ดีเสมอไป ดังนั้น หลังจากที่ ลงทุนกองทุน LTF ไปแล้ว คุณควรติดตามผลงานของกองทุนที่คุณถือว่ามีผลงานที่ดี เมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ หรือไม่ หากผลการดำเนินงานไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณสามารถสับเปลี่ยนไปยังกองทุน LTF อื่นได้ในภายหลังค่ะ สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน LTF คุณสามารถตรวจสอบได้จากเวบไซต์ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน: www.aimc.or.th

การซื้อกองทุน LTF แม้ว่าจะสามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้ แต่การลงทุนในกองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นการลงทุนในหุ้น ดังนั้น หากคุณไม่สามารถรับความเสี่ยงระดับสูง แต่ต้องการลดหย่อนภาษี คุณสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลื้ยงชีพ (RMF) หรือประกันชีวิต ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าแทนได้ค่ะ

 

 

ที่มา?: ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย
โดย :? ??เบญจมาศ จรูญวงศ์นิรมล

21 Aug 2011